[OS] pls, dont go .

posted on 03 May 2013 03:21 by monoamine-vip in OS

 

Title : Teenager , Hi-School moment, theme song (http://youtu.be/R5wA8wr5ccg)
Author : monoamine

Genre : AU , Romantic , Comedy (?)
Rate : PG-13
Pairing : TEMP-G
Author's talk (WARNING!) : เฮโหลล ลงฟิคครั้งแรกในบล้อค (ที่ไม่มีใครมา) อิอิ แฮ่ ใครเคยอ่านเรื่องนี้จากจีดีออนท็อปแล้วก็อย่าแปลกใจนะก้ะ เปลี่ยนสถานที่ลง เพราะคิดว่าจะลงต่ออีกในเร็ว ๆ นี้ ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ

 

เป็นฟิคที่ .. ไม่มีอะไรเลย .. ไม่มีอะไรจริงๆ #อย่าเขวี้ยงของใส่เค้า T0T #ป่วงมาก ตอนแรกฟังเพลงนี้แล้วอยากแต่งมาก แต่ไม่อยากแต่งให้ฉาบฉวยหรือวันไนท์แสตน เลยออกมาในรูปแบบนี้แล .. รู้สึกจะหลุดโทนด้วย หลังๆมันกลายเป็นเพลง Primary ของ Dynamics Duo ไปเฉ๋ย .. อยากจะอยู่ในอารมณ์ไหนก็เลือกฟังกันได้นะฮับ อยู่ต่อเลยได้ไหม vs Primary - Dynamics Duo อยากได้ลูกคู่ก็เปิดพร้อมกันแม่ม 555555 ไปแร้น บุยๆ จะกันช่วงท้าย #ยังจะเจอกับมันอีกเรอะ

 

Special Thanks : T.S. Choi  ขอบคุณมากๆฮับที่สละเวลามาเป็นเบต้ารีดเดอร์ให้ฟิคป่วงๆนี้ แถมแก้เยอะม่วกฮ่าๆ ขอบคุณมากๆขอรับ

 

 

 

 

 

มองไปก็มีแต่ฝนโปรยปราย
ในหัวใจก็มีแต่ความเหน็บหนาว

ท้องฟ้าที่มองไม่เห็นแสงดาว
คืนเหน็บหนาวยิ่งทำให้ใจเราหนาวสั่น

 

.

.

 

“เทมป์! เฮ้ยสัส! เช็คแพลนดิ้”

 

  “...”

 

“เชี่ย!! สัสเทมป์!!” มือหนาของร่างสันทัดที่ความสูงต่ำกว่ามาตรฐานเอื้อมมาดึงหูฟังออกจากหูของผู้ชายร่างสูงอีกคน

 

“ห๊ะ? อะไร??” ชเว ซึงฮยอน หรือรู้จักกันทั่วไปในโรงเรียนว่า เทมโป กำลังทำหน้าเหรอหรา

 

“โห เวร มึงแหกขี้ตาดูหน่อย เด็กมันแบกเครื่องดนตรีรอจนลิ้นห้อยแล้วสัส มึงดูดิ้ มึงวางไลน์ให้เดินยังไง เดินสามก้าว

หยุด อีกสองก้าวเลี้ยว มึงไหวปะวะ?” ทง ยองเบพูดกึ่งหงุดหงิด ปกติแล้ว ประธานชมรมดนตรีอย่าง ชเว ซึงฮยอนวางไลน์ จัดแถวมาร์ชชิ่งไม่เคยพลาด แต่ทำไมครั้งนี้มันไม่ได้เรื่องแบบนี้วะ!


“ห๊ะ?? เฮ้ย อ่าว” ซึงฮยอนมองกระดาษในมือสลับกับกองทัพดุริยางค์วัยมัธยมต้นที่แบกเครื่องดนตรีรอกันจนเหงื่อตก เขาก็ได้แต่เกาหัวเก้อๆ


“น้องๆครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะ ขอบใจทุกคนมากๆ พรุ่งนี้มาพยายามด้วยกันใหม่นะ” ประธานชมรมป้องปากประกาศให้เลิกซ้อมเร็วกว่าทุกวัน เด็กๆพากันดีใจกันยกใหญ่รีบวิ่งไปเก็บเครื่องดนตรีแล้วรีบกลับบ้าน

 

 

 

ร่างสูงทรุดตัวนั่งบนแสตนเชียร์ข้างสนามฟุตซอลกลางแจ้ง

 

 “มึงเป็นส้นตีนไรเนี่ย?” ยองเบยังไม่เลิกสงสัยความผิดปกติของเพื่อน

 

“เปล่า” ซึงฮยอนแสร้งมองกระดาษในมือ ก่อนล้วงปากกาออกจากระเป๋ากางเกงนักเรียนขึ้นมาวงกลมจุดที่ควรแก้ไข

 

“ตอแหลเนียนๆหน่อยมึง” ยองเบพูดพร้อมมองไปยังแสตนฝั่งตรงข้ามที่พวกชมรมเชียร์กำลังซ้อมกันอย่างขมักเขม้น

 

 “เฮ้ย มึงว่ามั้ย.. ประธานชมรมเชียร์เนี่ย .. มองแล้วน่าเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันว่ะ แต่หน้าเสียดาย หน้าติดจะหยิ่งไปสักหน่อย” เสียงเดิมพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมประกายในดวงตาวิบวับราวกับนี่เป็นเรื่องขบขัน

 

ซึงฮยอนละสายตาจากแผ่นกระดาษตรงหน้า พลางมองไปยังฝั่งตรงข้าม...นั่น ชมรมเชียร์กำลังซ้อมอยู่สินะ ร่างเล็กๆ ที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่กำลังยกแขนเรียวทั้งสองข้างขึ้นออกท่าทางกลางอากาศ  

 

 

เขาทำเป็นไม่สนใจ

 

 

 

  “อีกเดือนนึงจะถึงวันแข่งจริงละ กูว่า .. แม่งอาทิตย์หน้าต้องอยู่เย็นกว่านี้แน่ หึหึ” น้ำเสียงฟังดูเจ้าเล่ห์ขึ้นอีกนิด การแข่งขันที่ยองเบพูดถึงคืองานกีฬาสี่โรงเรียน

 

“มึงสนใจไปซ้อมเด็กดีกว่านะ”

 

 “โอ๊ย!” ซึงฮยอนโบกแผ่นกระดาษที่พันเป็นม้วนลงบนผมทรงโมฮอคเล็กๆ นั่น ก่อนจะลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสะพาย สายตาเหลือบไปยังฝั่งตรงข้ามแค่แวบเดียว แล้วเสมองไปทางอื่นเพื่อไม่ให้เพื่อนรักของเขาทันเห็นแววตาผิดปกติ

 

“เฮ้ย แล้วมึงจะรีบไปไหนเนี่ย รอกูก่อน .. โถ่ บ๊ายบายนะจ้ะประธานเชียร์” ยองเบส่งจูบพร้อมโบกไม้โบกมือไปทางชมรมเชียร์ เขากล้าทำก็ต่อเมื่อไม่มีใครมองเท่านั้น และใช่ ... ไม่มีใครมองทางนี้อยู่ นอกเสียจากหางตาของท่านประธานร่างเพรียวบาง

 

.

.

.

 

 

 

ดวงดาวสีเขียวเรืองแสงกระจายทั่วเพดาน คือสิ่งทีเขาเห็นในตอนนี้ แขนยาวพาดก่ายบนหน้าผาก ในหัวยังคิดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาพร้อมปล่อยจิตใจล่องลอยไปตามเสียงเพลงที่เปิดคลอทิ้งไว้จากลำโพงที่ถูกต่อกับไอพอดคู่ใจ

 

ร่างสูงผุดลุกจากเตียงทันทีที่คิดอะไรบางอย่างได้


  นิ้วเรียวยาวควงปากกาพิกม่าเล่นขณะคิดอะไรต่อ ก่อนจะจรดหัวเข็มลงบนกระดาษร่าง เพื่อวางไลน์เดินสวนสนามใหม่

 

เวลาผ่านไปไม่นานไลน์มาร์ชชิ่งอันใหม่ก็เสร็จ ครั้งนี้เค้าคำนวณเรียบร้อยแล้ว จะไม่มีพลาดแน่นอน มือหนาเอื้อมไปหยิบกระเป๋าโรงเรียนเพื่อเก็บแพลน

“แกร๊ก!” เขามองตามสิ่งของที่ร่วงหล่นบนพื้นเพราะแรงลากจากกระเป๋า

 

ปากกาพิกม่าด้ามสีดำของเขาที่เคยหายไป ..

 

มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้มเก็บปากกาด้ามโปรดที่ตามหามานานลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบโค้ทดำตัวยาวผ้าไม่หนามากมาสวมแล้วลุกออกไปเดินเล่น โดยไม่สนใจเพลงที่เปิดทิ้งเอาไว้

 

.

.

 

 

อยากอยู่ดูแลให้เธอฝันดี
แต่ใจก็รู้ดีคงหมดเวลาของฉัน
 

อยากจะอยู่กับเธอให้นาน น้าน นาน
แต่ก็คงต้องลาพร้อมใจที่ไหวหวั่น

.

.

ขายาวๆของซึงฮยอนก้าวไปตามทางเดินเท้าริมถนน มือข้างหนึ่งจูงสายคล้องคอของสุนัขตัวโปรดเอาไว้ สายตากวาดมองไร้จุดหมาย

ในเช้าวันหยุด หมู่บ้านของเขาเงียบกว่าปกติ...ก็นั่นน่ะสิ วันหยุดนี่

 

สองขายาวพาเขาและสัตว์เลี้ยงสี่ขาหูยาวเกือบเรี่ยดินมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคยดี .. โรงเรียน ใช่ สำหรับนักเรียนมอปลายปีสุดท้ายอย่างชเวซึงฮยอน การมาโรงเรียนทุกวันถือเป็นเรื่องปกติ บางทีก็นัดติวหนังสือกันบ้าง บางทีก็ซ้อมดนตรีบ้าง

 

 ส่วนวันนี้...จะว่าเขามาเพื่อประการหลังก็ไม่เชิง

 

ร่างสูงกระชับเชือกจูงในมือซ้ายและดึงกระเป๋าที่ร่นลงขึ้นด้วยมือขวา เขาเดินไปจนถึงสถานที่นัดหมาย ซึงฮยอนก้มมองนาฬิกาข้อมือ แปดโมงครึ่ง เขาตั้งใจมาก่อนเวลานัดเผื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัว

 

 “บ๊อก! บ๊อก!!” เจ้าบีเกิลหูยาวส่งเสียงตื่นเต้น

 

 “...” ซึงฮยอนนั่งลงบนแสตนฝั่งที่มีร่มไม้ เขาอุ้มลูกชายขึ้นมานั่งบนตักก่อนปลดสายจูงออกจากปลอกคอและเกาคางให้มันเบาๆ “เห่าอะไรกันหืม?”

 

 “หงิ้ง~” หมาน้อยบนตักเอียงคอ เอาหูยาวๆของมันถูมือหนาไปมาอย่างออดอ้อน ก่อนจะโงหัวขึ้นเห่าอีก “บ๊อก! บ๊อก!!”   

 

ซึงฮยอนหันไปตามทิศทางที่เจ้าหูยาวส่งเสียง ในสายตาของเขาปรากฏภาพชายร่างเล็กในฮู้ดสีดำตัวโคร่งสกรีนลายกราฟฟิคสวมกางเกงผ้ายืดสีชมพูดูเข้ากับสนีคเกอร์สีขาวยี่ห้อดังกำลังเดินมาทางนี้พลางมองซ้ายมองขวา

 

ไม่ต้องบอกเขาก็รู้ว่า นั่นคือแฟชั่นนิสต้าคนที่สามารถตรึงสายตาของเขาได้เสมอ .. ควอนจียง ประธานชมรมเชียร์

 

 

ตาคมมองร่างของผู้มาใหม่ไม่วางตาจนกระทั่ง..

 

 “บ๊อก!” เจ้าหูยาวกระโดดลงจากตักของร่างสูงและวิ่งเข้าใส่ผู้มาใหม่

 

“ชาร์ลี!” เสียงทุ่มตะโกนเรียกอย่างตกใจ

 

“อ๊ะ” ร่างเล็กก้มลงอุ้มเจ้าตัวเล็กที่กระโจนใส่ขาเขาอย่างจังขึ้นมา และพาเดินกลับไปหาเจ้าของมัน ผู้มาใหม่นั่งลงข้างๆร่างสูงเว้นระยะนิดหน่อยพอให้ดูไม่น่าเกลียดเกินไป

 

“นี่หมานายเหรอ?” มือบางลูบหัวเกาคางเจ้าหูยาวอย่างเอาใจ สายตายังจับจ้องอยู่กับลูกหมาบนตัก ใบหน้าเรียบเฉย

 

“ฮะ? ..อา ใช่” ซึงฮยอนแทบหาเสียงตัวเองไม่เจอ เขาจับจ้องแต่ใบหน้าขาวๆ ที่ชวนลุ่มหลง พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด แต่ทำไมผลมันกลับงี่เง่ากว่าเดิมแบบนี้ละ

 

ดูเหมือนเจ้าชาร์ลีจะคุ้นเคยกับผู้มาใหม่เร็วเหลือเกิน หมาจอมมารยา ซึงฮยอนได้แต่สาปแช่งมันในใจ

 

“มันอาจจะทำมือนายเลอะนะ” เสียงทุ่มพยายามเปล่งอีกครั้ง เมื่อเห็นเจ้าลูกชายตัวดีพยายามจะเลียมือบางที่ให้ความรู้สึกน่าสัมผัส

 

“ไม่เป็นไรหรอก ทีบ้านฉันก็เลี้ยงไว้ตัวนึง ย่นๆหนะ มันก็ชอบทำแบบนี้กับฉันเหมือนกัน” คนตัวเล็กกว่าพูดพลางหันมายิ้มให้พร้อมกับเกาปากเจ้าหูยาวอย่างหยอกล้อ

 

ร่างสูงชะงักไปถนัด เพียงรอยยิ้มที่ส่งมาแค่เสี้ยววินาทีก็ทำให้หัวใจของเขาทำงานหนักขึ้นได้ง่ายๆ เขี้ยวเล็กๆมุมปากนั่น ..

 

 

 

  อ่เขาโดนแอทแทคเข้าเต็มๆแล้ว

 

 

ความเงียบก่อตัวขึ้นช้าๆ ในบรรยากาศ...

 

ควอนจียงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นแบบไหน มันเร็วเกินไปหรือเปล่า? จะทักในฐานะอะไร...เพื่อนร่วมชั้นงั้นเหรอ? เคยคุยกันสักคำไหม...ก็ไม่

 

ควอนจียงเริ่มกังวลเพราะความเงียบ เขาไม่รู้ว่าตัวเองมานั่งข้างผู้ชายที่เขาแอบมองด้วยหางตาอยู่เป็นประจำตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่ว่า เห็นรูปร่างที่คุ้นตานั่งอยู่แถวที่ที่ต้องเดินผ่าน ตอนนั้น...ตัวเขาก็ไม่รู้จะมองไปทางไหน กระทั่งเจ้าหูยาวบนตักวิ่งใส่เขาอย่างจัง ในหัวมันก็คิดแค่ว่า .. นี่คงเป็นโอกาส

 

แต่ตอนนี้...พอได้มานั่งใกล้ๆ ร่างสูง เขาได้สัมผัสบรรยากาศที่ไม่เคยเข้าใกล้ ยิ่งได้มองสายตาคมนั้นในระยะประชิดขนาดนี้ ก็ทำเขาหวั่นอยู่ไม่น้อย เขาไม่รู้ว่านี่เป็นโอกาสดีหรือร้าย

 

แต่ไม่มีอะไรแย่หรอก แค่ทักทาย...ใช่มั้ย ควอนจียง

 

ร่างบางเรียกความมั่นใจกับตัวเอง ฟันขาวที่กัดอยู่บนริมฝีปากคลายออกและ...

 

 

 

“นายน่ะ ซึงฮยอนใช่มั้ย?” ใบหน้าเรียวเอียงถามนิดๆ หัวคิ้วของร่างสูงกดเข้าหากันด้วยความแปลกใจระคนดีใจ

 

“อืม  ส่วนนายก็...จียง ฉันจำถูกใช่มั้ย?” ซึงฮยอนพยายามพูดให้เบา เพราะกลัวว่าคนข้างๆ จะจับความตื่นเต้นในน้ำเสียงได้

 

ร่างบางเผลอยิ้มอีกครั้ง มุมปากที่ยกขึ้นอย่างสดใส รอยยิ้มที่เจิดจ้าพร้อมประกายตาวิบวับส่งมาให้แทนคำตอบ คราวนี้มันสดใสกว่า .. เขาไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ย? ซึงฮยอนไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มที่เขาได้รับนั้นจะสื่อความหมายว่าอย่างไร เขาไม่กล้าคิด...

 

 

จะผิดมั้ยถ้าเขาเริ่มรู้สึกหวงรอยยิ้มของคนตรงหน้า...

 

 

“พี่จียง! อ่าว...หวัดดีฮะ พี่ซึงฮยอน!” เสียงตะโกนดังมาจากอีกฝั่งของสแตนด์เชียร์ อีซึงรี...รุ่นน้องปีสองในชมรมเชียร์กำลังโบกมือให้เขาทั้งสอง ร่างเพรียวรีบปราดมาทางที่เขาสองคนนั่งอยู่

 

“เฮ้ นายรู้จักซึงฮยอนด้วยเหรอ?” จียงยิงคำถามใส่รุ่นน้องทันที

 

“โหย พี่จียงก็...พี่เขาดังจะตาย ใครจะไม่รู้จักประธานชมรมดนตรีบ้าง...เนอะพี่เทมป์” ซึงรีพยักพเยิดไปทางร่างสูง ซึงฮยอนได้แต่ยิ้มแกนๆ รับด้วยความเขินที่ถูกชมซึ่งหน้า

 

คิ้วของจียงกดเข้าหากันอย่างขุ่นใจในประโยคหลังสุด...

 

เรียกชื่อห้วนๆ แบบนั้น มันน่าหงุดหงิดจริงๆ แต่ก็แปลกอีกที่เขาไม่รู้ว่าความหงุดหงิดนั้นมาจากอะไร เขาไม่ได้เกลียดรุ่นน้องคนนี้ ออกจะเป็นเด็กต๊องที่ทำให้เขาหัวเราะได้บ่อยๆ ด้วยซ้ำไป

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก เจ้านี่เคยมาฝึกเล่นฟรุทที่ชมรมอยู่พักนึงหนะ แต่ไม่ได้เรื่อง อดทนไม่พอเลยออกไปซะก่อน” ซึงฮยอนพูดขำๆ

 

  “พี่ก็พูดเกินไป ผมแค่ไม่มีเวลาหรอก ช่วงนั้น” ซึงรีมุ่ยหน้าใส่ ก่อนจะหันไปสนใจอย่างอื่น

 

  “เอ๋ นี่พี่จียงพาหมามาด้วยเหรอฮะ? น่ารักจัง ผมเล่นด้วยได้มั้ย?” ซึงรีย่อตัวลง มองหน้าเจ้าหูยาวบนตักจียงแล้วตบมือเรียกมันให้ตื่น

 

“เปล่า หมาของซึงฮยอนหนะ” จียงรีบอุ้มเจ้าหูยาวส่งคืนให้เจ้าของแล้วลุกขึ้นยืน

 

“นายน่ะ...จะรีบไปซ้อมได้รึยัง ซึงรี  ถ้าวันนี้นายร้องได้ไม่จบสักเพลงละก็ เจอดีแน่” ร่างเล็กสอดมือเข้าไปในกระเป๋าหน้าของฮู้ดตัวโคร่ง สายตามองซึงรีอย่างคาดโทษ

 

 “โถ่.. ไปแล้วก็ได้ ไปก่อนนะเจ้าหูยาว ว่างๆมาเล่นกัน ไปแล้วฮะพี่ซึงฮยอน” ร่างเพรียวรีบยืนขึ้นพร้อมโบกมือให้ก่อนจะเดินนำออกไปตามด้วยร่างเล็ก

 

 

 ดีใจ .. ไม่รู้สิ ความรู้สึกที่ว่าควอนจียงไม่ได้ยิ้มให้รุ่นน้องคนนั้นทำให้เขาดีใจอยู่ลึกๆ

 

ซึงฮยอนที่มองจียองอยู่เห็นว่าซึงรีห่างออกไปพอสมควรแล้วจึง..

 

“จียง ..” เมื่อเห็นซึงรีห่างออกไปพอสมควรแล้ว ซึงฮยอนจึงเอ่ยเสียงทุ้มดังขึ้นเบาๆ แต่ก็ดังพอที่จะทำให้อีกคนในสนามหันมา

 

“...?” คิ้วเรียวบนใบหน้าหวานเลิกขึ้น .. ผิดมั้ยที่เขาอยากจะยื้อร่างเล็กให้นั่งคุยกันอีกสักหน่อย

 

 

“แล้ว...เจอกันนะ”

 

“บ๊อก!” มือหนาของซึงฮยอนเผลอกอดชาร์ลีแน่นขึ้นจนเจ้าหูยาวร้องออกมา ตาคมจึงได้เห็นรอยยิ้มที่แฝงความขบขันแทนคำตอบอีกครั้ง สำหรับซึงฮยอนแล้วการได้เห็นใบหน้าหวานพร้อมรอยยิ้มที่หาดูได้ยากสามครั้งติดต่อกันก็ทำให้ยากต่อการควบคุมหัวใจ

 

.. ร่างเล็กที่ไกลออกไปท่ามกลางแสงแดดยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิ ราวกับเกล็ดหิมะที่โดนแสงแดดตกกระทบและส่องประกาย.. อ่า แค่นี้ สำหรับวันนี้ก็คงพอ .. ร่างสูงเงียบฟัง .. วันนี้หัวใจเขาเต้นดังแค่ไหน

 

 

“เฮ้ยยยยยย มาปลูกถั่วงอกรึไง มาเช้าขนาดนี้ห้ะ” .. อ่า คงดังน้อยกว่าเสียงไอ่ยองเบ .. =_=

 

.

.

.

แต่ใจของฉันบอก..
อยากอยู่กับเธอต่อแต่ฉันวิงวอนกับเธอได้เพียงสายตา
 

อยู่ต่อเลยได้ไหม ..
อย่าปล่อยให้ตัวฉันไป เธอก็รู้ทังหัวใจฉันอยู่ที่เธอหมดแล้วตอนนี้
...

 

ผ่านไปสองสัปดาห์ ซึงฮยอนยังดำเนินชีวิตเหมือนเดิมเหมือนทุกๆวันตอนเช้าเรียน กลางวันซ้อมเพลงให้เด็กๆ เลิกเรียน ซ้อมเด็กเดินมาร์ชชิ่ง แอบดูประธานเชียร์ซ้อมเชียร์ ก็อย่างว่าละ ซ้อมตรงข้ามกัน ถ้าไม่เห็นหน้ากันเลยก็แปลก .. แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมสำหรับซึงฮยอนคือรอยยิ้มเล็กๆที่ส่งมาจากอีกฝากสนาม บางทีก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจ เหมือนอีกฝ่ายยิ้มมาให้โดยไม่รู้ตัว ส่วนซึงฮยอนเองก็โมเมเอาว่าเขาส่งยิ้มมาให้ ..

 

แค่นี้ก็สุขได้ละ 

 

ร่างสูงนั่งเคาะไม้กลองให้จังหวะอยู่ข้างสนามเหมือนทุกวัน เขามองเด็กๆ ที่เดินมาร์ชชิ่งตามไลน์ที่วางไว้ เริ่มเห็นถึงพัฒนาการความพร้อมเพรียงขึ้นมาแล้ว

 

  

“พี่ซึงฮยอนนนนนนนน~~” เสียงตะโกนดังมาจากอีกฝั่งของแสตน พร้อมร่างเพรียววิ่งดุ๊กๆมาทางเขา

 

 

 ภาพนี้อีกแล้ว 

 

 

“พี่.. แฮ่ก .. แฮ่ก พี่ซึงฮยอนน” ซึงรียืนฮอบเกาะแขนซึงฮยอนแล้วเขย่าไปมา

 

 

“อะไร อะไร หายใจก่อนแล้วค่อยพูดก็ได้” ซึงฮยอนส่งไม้กลองให้เพื่อนในชมรมรับช่วงต่อ ก่อนหันมองรุ่นน้องที่เกาะแขนเขาไม่ยอมปล่อยซึงรีรีบปรับการหายใจให้เป็นปกติแล้วรีบพูด

 

 

“ยางเกิงฮยองแขนหักอ่ะ” คนที่ซึงรีพูดถึงก็คือเพื่อนของซึงฮยอนที่ไปช่วยชมรมเชียร์ตีกลอง

 

 

 “ห้ะ? มันไปทำไงให้แขนหักวะ” ซึงฮยอนถามด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าเพื่อนในชมรมของเขาได้รับบาดเจ็บ

 

 

 “แข่งบาส พวกหัวรุนแรงเล่นสกปรก ผลักเพื่อนพี่กระเด็นไปชนฐานแป้นบาส ตอนนั้นแขนยังแค่ร้าวๆ จากนั้นพี่ยางเกิงก็กระโดดใส่ไอ่พวกนั้นไม่ยั้งเลย” ซึงรีเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

 

 

 “สรุปที่แขนหักเพราะไปต่อยไอ่พวกนั้นคืน?” ซึงฮยอนทำหน้าเอือมๆ พลางมองหาเพื่อนในชมรม โดยเฉพาะพวกที่เล่นพาร์ทเปอร์คัทชั่นเพื่อนของยางเกิง...ที่วันนี้หายไปเพราะเรื่องนี้สินะ  -_-

 

 

 “อาฮะ .. พี่ แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้น ตอนนี้ไม่มีใครตีกลองให้ชมรมเชียร์เลยอะดิพี่ T0T” ซึงรีโอดครวญ รอบตาคล้ำๆนั่นทำให้ซึงฮยอนอดขำเพราะเอ็นดูความเป็นคนช่างจ้อของรุ่นน้องไม่ได้

 

 

 “พี่หัวเราะใส่ผมทำไม พี่อะ ระวังตัวไว้ละ คราวนี้อาจถึงตาของพี่แล้วก็ได้” ร่างเพรียวทำหน้าจริงจัง ซึงฮยอนโบกมือปัดๆว่าไร้สาระ สายตาคมมองผ่านร่างเพรียวไปด้านหลัง เหลือบเห็นคนที่เขาอยากเจอมาทั้งวัน...อีกฝ่ายกำลังเดินมาทางนี้

 

 

 “ผมเชื่อจริงๆนะว่า พี่ต้องได้มาตีกลองให้ชมรมผมแน่ๆ ซึงรีฟันเฟิร์ม” รุ่นน้องหน้าแพนด้าทำท่าทีมั่นใจ

 

 

“ฉันก็เชื่อเหมือนกันซึงรี ฉันเชื่อจริงๆนะว่าในอีกห้านาทีถ้านายยังไม่ไปซ้อม นายจะโดนวิ่งรอบสนามห้ารอบ ฟันเฟิร์มเช่นกัน” เสียงแหล่มแปร่งๆดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาร่างเพรียวสะดุ้งโหยง ก่อนจะหันไปยิ้มแหยๆให้ประธานชมรมเชียร์ที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง ร่างสูงขำเบาๆ ทำให้ได้รับสายตาเคืองๆจากร่างเพรียวเป็นการตอบแทนที่ไม่ยอมเตือน

 

 

 “ไปแล้ว ไปแล้ว ทุกทีเลย ทำไมพี่ต้องมาไล่ผมตอนที่ผมคุยกับพี่ซึงฮยอนตลอดเลย” ซึงรีมุ่ยหน้า ก่อนจะขมวดคิ้วมองหน้าจียงและซึงฮยอนสลับกัน .. ซึงรีเอามือป้องปากและรีบเด้งตัวออกห่างจากจียงและซึงฮยอนสามก้าว ก่อนจะเอ่ยลา “ผมไปแล้วนะ ซึงฮยอนฮยอง พี่จียงใจยักษ์!” พูดจบร่างเพรียวก็วิ่งฉิวไปหายไป

 

จียงขมวดคิ้วมุ่นมองตามรุ่นน้องคนนั้นไป เขารีบโบกมือไปมาหน้าใบหน้าหวาน ก่อนจะตัดสินใจส่งยิ้มให้ “ว่าไงครับ ประธานเชียร์”

 

ซึงฮยอนเอ่ยทักด้วยความอยากรู้ว่าอะไรหอบจียงมายืนต่อหน้าเขาได้ ดวงตาเรียวมองมาอย่างหนักใจ ริมฝีปากบางสีสดถูกกัดด้วยฟันบนราวกับกำลังขบคิดบางเรื่อง

 

.

 

.

 

ให้ตายเถอะ จะฆ่ากันด้วยรอยยิ้มโหดๆ บนหน้าหรือไง 

 

“มีอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ่มจริงจังขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางมองร่างเล็กอย่างเป็นห่วง

“...” จียงเงยมองคนที่สูงกว่า ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบของในนั้นส่งให้ร่างสูง ซึงฮยอนรับของที่ร่างบางส่งให้และมอง

 

ไม้กลอง .. 

 

“ตีกลองให้หน่อยสิ”

 

 .. พูดไปแล้ว พูดไปแล้ว!! ควอนจียงพูดออกไปแล้ว! โอ้ย จะเป็นลม

 

 เขารู้สึกประหม่ามากขึ้นจึงลอบกัดปากตัวเองอีกครั้ง

 

 ก็จะอะไรละ รู้นะว่าประธานชมรมดนตรีหนะคงยุ่งใช่มะ แต่ .. แต่ เอ่อ ก็อยากให้มาตีกลองให้ ก็.. เก่งหลายอย่างไม่ใช่เหรอ ก็.. ไม่มีใครแล้วด้วย ..ไม่ใช่ ที่จริง .. ก็อยากอยู่ใกล้ๆ 

.

.

 

ร่างสูงมองไม้กลองในมือก่อนหันส่งสายตาไปมองเพื่อนในชมรม ทุกคนต่างพร้อมใจโบกมือไล่เขาพร้อมยิ้มแปลกๆ

 

 “ไปไกลๆไป้ เหม็นขี้หน้ามึง หมดประโยชน์ละ” ซองมินพูดขำๆพลางโบกมือไล่ อะไรของพวกมันวะ

 

 ซึงฮยอนเกาหัวงงๆพร้อมพยักหน้าให้ร่างเล็ก .. จะได้อยู่ใกล้ๆกันทุกวันจริงดิ ?

 

 

คำทำนายของซึงรีก็แม่นจนน่ากลัวแหะ

 

 

 .

.

.

 

อยากได้ยินคำว่ารัก แทนคำบอกลา
เมฆฝนบนฟ้าคงรู้ดี .. คืนนี้ให้ฉันได้อยู่ใกล้ๆเธอ

 

 

ตอนนี้ชเวซึงฮยอนกำลังประสบปัญหาจากการถูกมองด้วยสายตานับร้อยคู่ ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครมองแบบนี้ แต่ไม่เคยถูกมองนานขนาดนี้ นานเข้านานเข้าเริ่มมีเสียงซุบซิบบ้างเสียงกรี๊ดบ้าง ชเวซึงฮยอนปวดหัว

 

จียงที่อยู่ข้างๆกันก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน สองวันแล้วที่ซึงฮยอนมายืนตีกลองข้างๆเขา ปัญหามันไม่ใช่ตรงนี้ แต่เป็น ...

“พี่ซึงฮยอนนี่เทพบุตรลงมาเกิดชัดๆ!”

“แก เห็นมั้ยฉันบอกแล้วว่าพี่จียงกับพี่ซึงฮยอนต้องกิ๊กกันแน่ๆ เมื่อวานฉันเห็นพี่จียงถือน้ำมาให้พี่ซึงฮยอนด้วย” 

“จริงอะ โอ้ย ฉันจะกรี๊ดดด >< พี่เขาเหมาะกันมากเลยเนอะ”

แล้วเสียงกรี๊ดเล็กๆก็ดังขึ้นเป็นหย่อมๆ

 

จียงคว้าไม้กลองจากซึงฮยอนมาแล้วตีรัวลงไปอย่าแรงบนหน้ากลอง

“เตรียมพร้อมกันได้แล้ว!! ร้องให้ดัง ร้องให้จบ ไม่จบห้ามกลับ!! อีกอย่าง!! เลิกจับกลุ่มคุยกันสักที หน้าที่ต้องเป็นหน้าที่!!”

 

ควอนจียงอารมณ์เสีย

ใช่! อารมณ์เสียมากด้วย และตอนนี้กำลังเหวี่ยง…

 

นี่งานนะ! เขาอยากให้มันออกมาดี ไม่สิ... มันต้องดี มันต้องเป๊ะเท่านั้น Blood A Type อย่างควอนจียงรับไม่ได้กับงานไร้ระเบียบ...ยิ่งเสียงานเพราะผู้ชายหนะนะ

 

 เหอะ อะไรกัน พี่ซึงฮยอนอย่างงั้นอย่างงี้ โว้ยยยย คิดถูกคิดผิดวะเอาไอ่หน้าหล่อนี่มาตีกลอง เหอะ ถ้ามีคนอื่นก็ไม่ง้อหรอก .. เหรอ โว้ยย ช่างแม่ง ไม่สนแล้ว 

.

.

 

 ร่างเล็กมุ่ยหน้า แล้วหันไปแว้ดใส่มือกลองที่ยืนข้างๆ “หันหลังดิ้” ร่างสูงทำหน้าเหรอหราที่จู่ๆก็ถูกวีน

“บอกให้หันหลังไง!” เสียงแหลมดังขึ้นอีก ร่างสูงรีบหันหลังให้แสตนด์เชียร์จึงได้เห็นหน้าประธานเชียร์ที่หันหน้าเข้าหาแสตนด์ชัดๆ อา .. แก้มแดงๆเพราะอารมณ์ที่กำลังเดือด เหงื่อผุดพลายตามเรียวหน้าและบนหน้าผาก คิ้วขมวดเข้าหากันเหมือนเด็กถูกขัดใจ ปากสีสดที่เม้มเน้นเหมือนทุกที .. โอเค เขายอมหันหลังตลอดเลยแล้วกัน

.

.

 

ก็เป็นเพราะโชว์หน้าหล่อๆ นั่นไม่ใช่รึไง เด็กๆมันถึงไม่เป็นอันทำอะไร คิดแล้วมันน่าโมโหนัก ..

 

จะหล่อให้คนอื่นดูทำไมนักหนา   

.

.


วันนี้เขาได้เห็นควอนจียงอีกมุมหนึ่ง นับว่าเป็นเรื่องที่เขาควรเมมไว้ในหัว... ควอนจียงคนนี้จริงจังกับงาน มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองดูเป็นคนเหยาะแหยะขึ้นมานิดหน่อย

 

“นี่..” เสียงเล็กดังขึ้นจากด้านหลัง ตอนนี้เลิกซ้อมแล้ว เขากำลังนั่งรอให้ฝนหยุดตก ฝนตกต้นฤดูใบไม้ผลิ .. ตลกดี

“ซ..ซึงฮยอน” แรงกระตุกด้านหลังทำให้ร่างสูงที่นั่งเหม่อมองฝนต้องหันกลับไป

“อา.. ไง” เขาทักตอบ

“เรื่องตอนเย็น .. ฉันขอโทษนะ” ริมฝีปากนั่นถูกกัดอีกครั้ง สายตาของคนตัวเล็กหลุบต่ำ .. ปากนั่นจะเจ็บมั้ยนะ 

“เรื่องตอนเย็น?” ซึงฮยอนทวนคำ

“ก็..ที่ฉันขึ้นเสียงใส่นาย” จียงเหลือบมองอีกคนอย่างไม่ค่อยกล้า

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ไม่ได้คิดไรจริงๆ งานต้องเป็นงานสิ ใจดีกับฉันแต่กลับดุเด็กมันไม่ดีหรอก” มือหนาโบกไปมาในอากาศเพื่อบอกว่านี่เป็นเรื่องเล็ก ก่อนจะเอื้อมไปแตะข้อศอกอีกคน “นั่งด้วยกันสิ”

 

“...” คนตัวเล็กไม่ตอบ เพียงย้ายเดินไปนั่งข้างร่างสูงเงียบๆ

 

“ฝนตกแบบนี้เหงาเนอะ” เสียงทุ้มพูดขึ้นลอยๆ

 

.

 

.

 

เหงา.. เหงาเหรอ? เขายังไม่ทันได้คิดถึงอารมณ์นี่เลย ก็มีอีกคนอยู่ข้างๆแล้วจะเหงาอีกทำไม 

เหงา .. งั้นแสดงว่าคนที่อยากให้อยู่ข้างๆ ไม่อยู่ตรงนี้ใช่มั้ย?

เหงา .. แบบนี้แสดงว่าคิดถึงคนที่อยู่ในใจใช่มั้ย? 

“คิดถึงแฟนเหรอ?” ควอนจียงเผลอพูดออกไปแบบไม่รู้ตัว ..แม้มันจะเบามากแต่ในที่ที่ไม่มีคนแบบนี้มีแต่เสียงฝนคั่นกลางไว้ คนที่นั่งข้างๆคงได้ยินชัดเลยละ .. ให้ตายเถอะ เวลาแอบชอบใครสักคนทำไมทำอะไรก็เฟอะฟะเงอะงะไปหมดเลยวะ 

.

.

“เปล่า...” เสียงทุ้มสวนกลับทันทีพร้อมๆ กับใบหน้าที่หันไปมองอย่างตกใจ “ยังไม่มีใคร...” ร่างสูงจ้องเข้าไปในตาอีกคน  

 

 

ถ้าคิดว่าเขามีแฟนก็จะห่างกันไปใช่มั้ย ..บ้าเอ้ย ใครบอกให้คิดงี้วะ ต้องไอ้ซึงรีแน่ๆ ..  

 

 

“...” ควอนจียงจ้องกลับมา แววตาจริงจังเจือความอบอุ่นชวนให้หลงเข้าไป ตาเรียวหลุบต่ำมือบางควานหากระเป๋าแล้วรีบลุกขึ้นยืน

 

“จะกลับแล้วเหรอ?”

 

 

ถ้าปล่อยให้ไปอีก.. นายก็ช้ามากหวะซึงฮยอน ชอบเขาแต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง แม่งแย่หวะ  

 

“อะ ..อืม” ร่างเล็กกระชับกระเป๋าในมือ

 

“.. อยู่ก่อนสิ ฝนยังไม่หยุดตกเลย.. ถ้ารีบ เดี๋ยวไปส่ง”  มือหนาเอื้อมไปคว้าแขนเรียวไว้ .. อยู่ต่อ ..อีกสักนิดก็ยังดี

 

.

 

.

 

“ห๊ะ?” จียงหันมองอีกคนอย่างประหลาดใจ วันนี้มีแต่เรื่องชวนประหลาดใจ

 

คนตัวเล็กไม่ทันจะได้ตอบ มือหนาๆ ก็เอือมมาคว้ากระเป๋าเขาไปถือซะเอง แถมยังโยนฮู้ดดี้แบบผ่าหน้ามาให้เขาอีกด้วย

 

“ใส่ซะ ใส่หมวกด้วย ฝนตก” ร่างสูงมองออกไปนอกถนนพลางยื่นมือออกไปเพื่อวัดความถี่ของหยดน้ำ

 

“ยะ ..ยังไม่กลับก็ได้” จียงตอบอ้อมแอ้ม

 

“ทำไมละ ไม่รีบแล้วเหรอ?” ชเวซึงฮยอนแซวขำๆ

 

 

จะแซวอะไรนักหนา หรือชอบที่เห็นเขาทนถูกมองด้วยสายตาเข้มๆ แบบนั้นไม่ได้ 

 

 

“ก็ฝนมันยังไม่หยุด.. ไม่อยากให้นายเปียก”

 

โอ้ .. ควอนจียง เขาย้ายปากไปไว้ตรงหัวใจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน โอยหงุดหงิดตัวเอง แสดงออกมากไปแบบนี้เขาจะคิดไงวะ 

 

 

สัมผัสอุ่นๆ บนกลุ่มผม .. มือหนาลูบผมเขาเล่นเบาๆ ..  

 

 

ให้ตายเถอะ ชิท อย่าทำให้รู้สึกดีมากเกินไปได้มั้ย ชเวซึงฮยอน 

 

 

“ฉันน่ะ ชอบมองนายมาตั้งนานแล้ว” จู่ๆ เสียงทุ้มก็สร้างความประหลาดใจให้แก่เขาอีกครั้ง

 

 

ชอบ.. ชอบมอง? หมายความว่า แอบมองเหมือนที่เรามอง ..เราแอบมองเพราะ เราชอบ .. แล้วชอบเรา .. งั้นเหรอ?  

 

 

จียงรวบรวมความกล้าหันไปสบตาอีกคน “แล้วทำไมมาบอกเอาตอนนี้” ก็ถ้าชอบ ..ก็บอกกันสิ ..

 

 

ร่างสูงเงยหน้ามองหยดฝนก่อนจะพูด “ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ไม่รู้ว่านายจะชอบ.. เหมือนกันรึเปล่า แต่พอคิดได้ว่าเวลาของเราที่นี่ใกล้จะหมดลงแล้ว ก็เหมือนฟ้ารู้ใจ แกล้งให้นายกับฉันได้เข้าใกล้กันอย่างประหลาด ฮ่ะๆ ถ้าไม่บอกนายตอนนี้ ฉันกลัวฟ้าจะลงโทษน่ะ” รอยยิ้มประทับบนมุมปากร่างสูง จียงไม่อาจละสายตาไปจากใบหน้าคมได้เลย ทั้งคำพูดและท่าทาง เขากำลังถูกหยุดเวลารึเปล่า?

 

 

“.. แล้วที่บอกว่าชอบมองน่ะ .. หมายถึงชอบ..ด้วยรึเปล่า?” เขาไม่รู้เลยว่าสีหน้าตัวเองตอนนี้เป็นยังไง แต่ทำไมหน้ามันถึงร้อนแบบนี้ละ

 

“...” ซึงฮยอนหันกลับมาสบตาเรียวพลางเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

 

“ถ้าความรู้สึกที่ว่า...คืออยากจะเก็บสีหน้าของนายในตอนนี้ไว้คนเดียว เรียกว่าชอบก็คงใช่” เสียงทุ้มตอบอย่างจริงจังและหนักแน่น

 

ควอนจียงเผลอหลับตาแน่น ก่อนจะโพล่งออกไป “ไปส่งที่บ้านด้วยก็แล้วกัน!” ขาเรียวรีบจ้ำออกห่างคนตัวสูงฝ่าฝนออกไป

 

.

 

.

 

อ่า.. ให้ตายเถอะ นี่เขาฝันอยู่รึเปล่า คงต้องให้น้ำฝนช่วยปลุก ชิท ... พอจะมามันก็มา 

 

“บอกให้ใส่เสื้อด้วยไง!!” ซึงฮยอนได้แต่ยิ้มขำกับความน่ารักของอีกคน ที่เขาต้องแลกด้วยความกล้าถึงจะได้มันมา

 

ขอบคุณครับโชคชะตา .. 

 

.

 

.

 

ภาพสองร่างเดินเคียงกันใต้สายฝน ร่างสูงพยายามรังควานคนตัวเล็กโดยการใช้เสื้อคลุมหัวอีกคน ส่วนคนตัวเล็กก็มุ่ยหน้าพลางตบตีแขนอีกคนปกปิดความเขินอาย

 

           Fin …

 

Talk : รู้สึกเหมือนมันยังไม่จบแหะ .. ด้วยอารมณ์เขียนแล้วหยุดเขียนแล้วหยุด มันไม่ต่อกันเบย ฮือออ เก๊าขอโต๊ด

 

 

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

 

“นี่ ..”

“...”

“พูดอะไรหน่อยสิ นี่ฉันทำอะไรผิด”

“.. หึ”

“อย่าหันหลังกอดอกแบบนั้นสิ .. ไม่เอาหน่า ยอมแล้วจริงๆนะ”

“...”

“อ่าว เห้ย .. อย่าเดินหนีกันสิ .. นี่ฉันทำไรผิดวะ”

ผมเพิ่งจะรู้อีกอย่างหนึ่งคือ ควอนจียงเป็นคนที่งอนมีเหตุผลครับ .. แต่ต้องง้อนานหน่อยนะ ถึงจะได้เหตุผล ..

.

.

ก็ไอ่บ้านั่น .. ใครบอกให้ไปยิ้มให้ เล่นหัวกับเจ้าซึงรีมันละ แถมยังชอบทำหน้าหล่อเรี่ยราดไปทั่วอีก .. พอคิดว่ามีคนชอบหมอนี่เยอะแล้วมัน .. โถ่เว้ย ควอนจียงทำไมต้องหงุดหงิดวะ!

 

.

.

จบเถอะ : P

 

Comment

Comment:

Tweet